อาการอาเจียน (โอ้กอ้าก ขย้อนอาหาร สำลักกรด)

แนวทางรับมืออาการอาเจียนเฉียบพลัน การจิบน้ำเกลือแร่อย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และสัญญาณเตือนของภาวะลำไส้อุดตัน ไส้ติ่ง หรือความดันสมองสูง

ภาพรวมของอาการ

อาการอาเจียน (Vomiting / Emesis) คือกระบวนการที่ร่างกายใช้แรงขับสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารย้อนกลับขึ้นมาผ่านหลอดอาหารและพ่นออกทางปาก เป็นกลไกป้องกันตัวเพื่อกำจัดสารพิษออกจากทางเดินอาหาร แต่การอาเจียนต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ (โซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ความรู้สึกจริงเมื่อเกิดอาการ

คลื่นไส้รุนแรง กล้ามเนื้อหน้าท้องและกะบังลมหดเกร็งอย่างแรง ขย้อนอาหารและน้ำย่อยรสเปรี้ยวหรือขมพุ่งออกมาทางปาก อ่อนเพลีย ตัวเย็น และปากคอแห้งผาก

สาเหตุที่พบบ่อยและการวิเคราะห์

อาหารเป็นพิษเฉียบพลันหรือไวรัสลงกระเพาะ (Gastroenteritis)

สารพิษจากแบคทีเรียกระตุ้นปลายประสาทในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง ส่งสัญญาณตรงสู่ศูนย์อาเจียนในก้านสมอง

จุดสังเกตเฉพาะ: อาเจียนหลายครั้งติดต่อกัน ร่วมกับถ่ายเหลว ปวดบิดเกร็งท้อง มีไข้ต่ำๆ เกิดขึ้นเร็วหลังรับประทานอาหาร

คำแนะนำในการดูแล: หากอาเจียนไม่หยุดเกิน 12-24 ชั่วโมง หรือดื่มน้ำไม่ได้เลยแม้แต่จิบเดียว

ภาวะลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction)

ทางเดินอาหารอุดตันจากพังผืดหลังผ่าตัด ไส้เลื่อนติดคา หรือก้อนเนื้องอก ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลผ่านไม่ได้

จุดสังเกตเฉพาะ: อาเจียนพุ่งรุนแรง มีน้ำดีสีเขียวจัดหรือมีกลิ่นเหม็นคล้ายอุจจาระ ท้องอืดโตมาก ไม่ผายลมและไม่ถ่ายอุจจาระ

คำแนะนำในการดูแล: ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์! ต้องไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อเอกซเรย์ช่องท้อง

ความดันในกะโหลกศีรษะสูงเฉียบพลัน (Increased ICP)

เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือก้อนเนื้องอกสมองสร้างแรงดันกดทับศูนย์อาเจียนโดยตรง

จุดสังเกตเฉพาะ: อาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) โดยแทบไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน ร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่า หรือเห็นภาพซ้อน

คำแนะนำในการดูแล: ภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทวิกฤต! ต้องทำ CT Scan สมองด่วน

ผลข้างเคียงของยาหรือภาวะไตวายเฉียบพลัน (Uremia / Medications)

การสะสมของของเสียยูเรียในกระแสเลือด หรือผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด ยาแก้ปวดโอปิออยด์

จุดสังเกตเฉพาะ: คลื่นไส้อาเจียนเรื้อรัง เบื่ออาหาร ลิ้นมีรสเฝื่อน ปัสสาวะออกน้อยลงมาก และตัวบวม

คำแนะนำในการดูแล: ต้องเจาะเลือดตรวจการทำงานของไต (BUN, Creatinine) และระดับอิเล็กโทรไลต์

⚠️ สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ด่วน (Red Flags)

  • อาเจียนมีเลือดสดปน หรือเป็นตะกอนสีน้ำตาลเข้มคล้ายกากกาแฟ (Coffee-ground emesis)
  • อาเจียนพุ่งรุนแรงร่วมกับปวดศีรษะอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต หรือมีอาการคอแข็งเกร็ง สับสน หมดสติ
  • ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก (สงสัยไส้ติ่งแตกหรือกระเพาะทะลุ)
  • มีอาการขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเกิน 8 ชั่วโมง ตาโหล ผิวหนังแห้งเหี่ยว ชีพจรเต้นเร็วและเบา

คำแนะนำการดูแลตนเองและสังเกตอาการที่บ้าน

  • หลังอาเจียน ให้พักกระเพาะอาหารโดยงดน้ำและอาหารประมาณ 30-60 นาที เพื่อให้กระเพาะสงบลง
  • เริ่มจิบน้ำเกลือแร่ ORS ทีละน้อย (ประมาณ 1 ช้อนชาหรือ 1 จิบค่อยๆ กลืนทุกๆ 5-10 นาที) ห้ามดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพราะจะกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ
  • เมื่อเริ่มกลืนน้ำได้ดี ให้เริ่มรับประทานอาหารเหลวใส เช่น น้ำซุปใส หรืออาหารอ่อนรสจืด เช่น ข้าวต้ม แครกเกอร์

คำถามที่ควรเตรียมเพื่อสอบถามแพทย์

  • จำเป็นต้องได้รับยาแก้อาเจียนชนิดฉีดหรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำหรือไม่?
  • สาเหตุของการอาเจียนเกิดจากทางเดินอาหารหรือระบบประสาทส่วนกลาง?
  • ต้องตรวจเลือดเพื่อดูความสมดุลของเกลือแร่และการทำงานของไตหรือไม่?